สถิติ
เปิดเมื่อ9/01/2012
อัพเดท4/03/2012
ผู้เข้าชม1677
แสดงหน้า2249
ปฎิทิน
May 2012
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
  
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
  
สมาชิก

สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ความหมายของธรรมชาติ
แบ่งปันให้เพื่อน เมื่อ 4/03/2012 อ่าน 491 | ตอบ 0

หน่วยการเรียนที่ 1 เรื่อง ธรรมชาติและวิวัฒนาการของเทคโนโลยี

สาระที่ 3: การออกแบบและเทคโนโลยี
มาตรฐาน ง 3.1:  เข้าใจธรรมชาติและกระบวนการของเทคโนโลยี ใช้ความรู้ ภูมิปัญญา จินตนาการ และความคิดอย่างมีระบบในการออกแบบ สร้างสิ่งของเครื่องใช้ วิธีการเชิงกลยุทธ์  ตามกระบวนการเทคโนโลยี สามารถตัดสินใจ เลือกใช้เทคโนโลยีในทางสร้างสรรค์ต่อชีวิต สังคม สิ่งแวดล้อม โลกของงานและอาชีพ
ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
1.  เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเทคโนโลยี
2.  เข้าใจธรรมชาติ ประโยชน์ของเทคโนโลยี
3.  บอกประวัติ และวิวัฒนาการของเทคโนโลยีตามยุคสมัย
4.  บอกวิวัฒนาการของเทคโนโลยีไทย
5.   มีเจตคติที่ดีต่อการนำเทคโนโลยีไปใช้ในการผลิตเพื่อการดำรงชีวิต
6.   เข้าใจการออกแบบ บล๊อก (Blog) หรือเว็บไซต์ ตามกระบวนการเทคโนโลยีได้
7.   ชื่นชมผลงานการทำงานของผู้อื่นและตนเอง
จุดประสงค์การเรียนรู้
1.  บอกความหมาย ความสำคัญของเทคโนโลยีได้
2.  อธิบายประโยชน์ ของเทคโนโลยีได้
3.  บอกวิวัฒนาการของเทคโนโลยีตามยุคสมัยได้
4.   บอกวิวัฒนาการของเทคโนโลยีไทยได้
5.   สามารถเขียนแผนผังมโนทัศน์เกี่ยวกับความหมาย ลักษณะผลผลิตของการออกแบบทางเทคโนโลยี หลักการวาดภาพเพื่อการสื่อสาร หลักการวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ 5W1H  หลักการออกแบบและเทคโนโลยีได้
6.   สามารถออกแบบ บล๊อก (Blog) หรือเว็บไซต์ ตามกระบวนการ หรือวิธีการ (Process) ได้

ธรรมชาติ
ธรรมชาติ  หมายถึง สิ่งที่มีคุณค่าทางวิทยาการ และสุนทรียภาพที่เกี่ยวข้องเป็นสัณฐานที่สำคัญทางธรณีวิทยาและภูมิศาสตร์ อันเป็นเอกลักษณ์หรือสัญลักษณ์ของท้องถิ่นนั้นๆ ได้

สิ่งแวดล้อมมีทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตเกิดจากการกระทำของมนุษย์หรือมีอยู่ตามธรรมชาติ เช่น อากาศ ดิน หิน แร่ธาตุ น้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง ทะเลสาบ ทะเล มหาสมุทร พืชพรรณสัตว์ต่าง ๆ ภาชนะเครื่องใช้ต่าง ๆ ฯลฯ สิ่งแวดล้อมดังกล่าวจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยเฉพาะมนุษย์เป็นตัวการสำคัญยิ่งที่ทำให้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงทั้งในทางเสริมสร้างและทำลาย

 

 
 





 
 
 
 

จะเห็นว่า ความหมายของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ต่างกันที่สิ่งแวดล้อมนั้นรวมทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฎอยู่รอบตัวเรา ส่วนทรัพยากรธรรมชาติเน้นสิ่งที่อำนวยประโยชน์แก่มนุษย์มากกว่าสิ่งอื่น 
 

 

 ประเภทของทรัพยากรธรรมชาติ
 

1. ทรัพยากรธรรมชาติประเภทใช้แล้วไม่หมดสิ้นได้แก่
 

   1) ประเภทที่คงอยู่ตามสภาพเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เลย เช่น พลังงานจากดวงอาทิตย์ ลม อากาศ ฝุ่น ใช้เท่าไรก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไม่รู้จักหมด
 

   2) ประเภทที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากถูกใช้ในทางที่ผิด เช่น ที่ดิน น้ำ ลักษณะภูมิประเทศ ฯลฯ ถ้าใช้ไม่เป็นจะก่อให้เกิดปัญหาตามมา ได้แก่ การปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำ ๆ ซาก ๆ ในที่เดิม ย่อมทำให้ดินเสื่อมคุณภาพ ได้ผลผลิตน้อยลงถ้าต้องการให้ดินมีคุณภาพดีต้องใส่ปุ๋ยหรือปลูกพืชสลับและหมุนเวียน  

 

 

 

2. ทรัพยากรธรรมชาติประเภทใช้แล้วหมดสิ้นไปได้แก่
   1) ประเภทที่ใช้แล้วหมดไป แต่สามารถรักษาให้คงสภาพเดิมไว้ได้ เช่น ป่าไม้ สัตว์ป่า ประชากรโลก ความอุดมสมบูรณ์ของดิน น้ำเสียจากโรงงาน น้ำในดิน ปลาบางชนิด ทัศนียภาพอันงดงาม ฯลฯ ซึ่งอาจทำให้เกิดขึ้นใหม่ได้
   2) ประเภทที่ไม่อาจทำให้มีใหม่ได้ เช่น คุณสมบัติธรรมชาติของดิน พร สวรรค์ของมนุษย์ สติปัญญา เผ่าพันธุ์ของมนุษย์ชาติ ไม้พุ่ม ต้นไม้ใหญ่ ดอกไม้ป่า สัตว์บก สัตว์น้ำ ฯลฯ
   3) ประเภทที่ไม่อาจรักษาไว้ได้ เมื่อใช้แล้วหมดไป แต่ยังสามารถนำมายุบให้ กลับเป็นวัตถุเช่นเดิม แล้วนำกลับมาประดิษฐ์ขึ้นใหม่ เช่น โลหะต่าง ๆ สังกะสี ทองแดง เงิน ทองคำ ฯลฯ
   4) ประเภทที่ใช้แล้วหมดสิ้นไปนำกลับมาใช้อีกไม่ได้ เช่น ถ่านหิน น้ำมันก๊าซ อโลหะส่วนใหญ่ ฯลฯ ถูกนำมาใช้เพียงครั้งเดียวก็เผาไหม้หมดไป ไม่สามารถนำมาใช้ใหม่ได้

 

 

สภาพปัญหา
ปัจจุบันแหล่งธรรมชาติหลายแห่งได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์เพื่อการ ท่องเที่ยวโดยขาดการวางแผนการจัดการ มีการนำมาใช้ประโยชน์จนเกินขีดความสามารถของแหล่งที่จะรองรับได้ การขาดหน่วยงานที่จะเข้าไปดูแลรักษาและบางครั้งผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาก็ขาด ความรู้ความเข้าใจทำให้แหล่งธรรมชาติที่มีอยู่ตกอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมจนไม่ อาจฟื้นฟูได้
สาเหตุ
สาเหตุที่ความงามของธรรมชาติถูกทำลาย มี 2 ประการ


1. การถูกทำลายโดยสภาวะทางธรรมชาติ เช่น ถูกแดด ฝน ลม หรือรากไม้ ทำให้เกิดการแตกแยก ผุพัง การถูกทำลายโดยสภาวะทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ยากจะบรรเทาได้ด้วยการบำรุงรักษา แต่การทำลายโดยวิธีนี้เป็นไปทีละน้อยใช้เวลาเป็นร้อยปี พันปี
2. การถูกทำลายโดยการกระทำของมนุษย์ เป็นการทำลายที่รุนแรงและรวดเร็ว สาเหตุแห่งการทำลายมีหลายประการ เป็นต้นว่า ความต้องการนำธรรมชาติมาใช้ เช่น การระเบิดหิน การทำเหมืองแร่ การบุกรุกการก่อสร้าง หรือการทำลายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ การระเบิดหินเพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมต่างๆ แต่ละปีมีประมาณ 50 ล้านลูกบาศก์เมตร การระเบิดและย่อยหินบางแห่งได้ทำในบริเวณที่ควรอนุรักษ์ เช่น เขางู เขาถ้ำพระ จังหวัดราชบุรี เขาเจ้าลาย จังหวัดเพชรบุรี และเขาแก้ว-เขาหน่อ จังหวัดนครสวรรค์ เป็นต้น

 

ความหมายของแหล่งธรรมชาติ
 

          แหล่งธรรมชาติหมายถึง สิ่งที่มีอยู่และเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีสภาพและการเปลี่ยนแปลงไปได้ตามกาลเวลา มีระบบความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนในตัวเองด้วยปัจจัยต่างๆ กัน และองค์ประกอบการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจค่อยเป็นค่อยไปจนยากที่จะสังเกต เห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นๆ แต่ในระยะเวลายาวนานนั้นอาจตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงนั้นได้ และในบางครั้งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจรวดเร็วมากจนเห็นได้ชัดเจนแล้วแต่กรณีไป มนุษย์อาจใช้บางสิ่งของแหล่งธรรมชาติให้เกิดประโยชน์กับตนเองได้ และมักเรียกแหล่งธรรมชาติประเภทนั้นว่า ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แร่ ก๊าซ ถ่านหิน หรือน้ำมันใต้ดิน ไม้ในป่า ปลาในน้ำ เป็นต้น แต่ผลจากการใช้ประโยชน์ของมนุษย์อาจทำให้เกิดการสูญสลายของแหล่งธรรมชาตินั้นได้ ถ้าปราศจากความเข้าใจในการใช้ทรัพยากรนั้นๆ
 

          แต่เดิมการใช้ประโยชน์จากแหล่งธรรมชาติยังมีน้อย จึงทำให้คนส่วนใหญ่ละเลยมิได้ให้ความสนใจกับแหล่งธรรมชาติทั่วๆไป มักมุ่งเน้นแต่เฉพาะแหล่งธรรมชาติที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น แต่ในปัจจุบันทรัพยากรธรรมชาติเหลือน้อยลง และแหล่งธรรมชาติอื่นๆ ถูกใช้ประโยชน์มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีการทำลายแหล่งธรรมชาติโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงทำให้รัฐบาลในหลายประเทศได้เห็นแนวโน้มของการทำลายแหล่งธรรมชาติ ซึ่งนับวันจะเพิ่มมากขึ้นตามสภาพการพัฒนาต่างๆ ดังนั้นจึงเกิดความสนใจและได้ร่วมมือกันหาแนวทางในการอนุรักษ์แหล่งธรรมชาติ ต่างๆ มากขึ้น
 

          ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของแหล่งธรรมชาติ และได้เริ่มทำการอนุรักษ์แหล่งธรรมชาติที่สำคัญ โดยกรมป่าไม้ได้เริ่มดำเนินการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติขึ้นเป็นแหล่งแรกที่ป่าภูกระดึง จังหวัดเลย ตั้งแต่ พ.ศ. 2486 แต่เนื่องจากการขาดแคลนงบประมาณและเจ้าหน้าที่จึงไม่สามารถดำเนินการจนสมบูรณ์ได้ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2502 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ในขณะนั้น มีความสนใจในการคุ้มครองแหล่งธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งป่าไม้ จึงได้เสนอคณะรัฐมนตรีด่วนมาก ที่ กษ 2206/2502 ลงวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2502 ยืนยันไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติว่า นายกรัฐมนตรีมีความปรารถนาที่จะจัดให้มีอุทยานแห่งชาติขึ้น และจะต้องดำเนินการให้สำเร็จ และให้รีบดำเนินการประกาศและจัดร่างพระราชบัญญัติที่จะใช้บังคับต่อไปโดยด่วน
 

           นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาประเทศไทยจึงได้มีกฎหมายคุ้มครองพื้นที่ แหล่งธรรมชาติ เป็นแหล่งแรกขึ้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ. นครนายก ปราจีนบุรี สระบุรี และนครราชสีมา ซึ่งได้มีการประกาศบังคับใช้เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2505 ใช้เวลาดำเนินการอย่างเร่งด่วนรวมทั้งสิ้นเป็นเวลา 3 ปีเต็ม ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่แหล่งธรรมชาติที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย อนุรักษ์แล้ว ประมาณร้อยละ 10 ของพื้นที่ประเทศ โดยอยู่ในความดูแลของกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งพื้นที่เหล่านี้กระจายอยู่ทั่วประเทศ แบ่งเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ 53 แห่ง วนอุทยาน 50 แห่ง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ารวมทั้งสิ้น 29 เขต นอกจากนี้ยังมีอุทยานอีก 20 แห่ง ที่กำลังดำเนินการและรอการประกาศพระราชกฤษฎีกาบังคับใช้อยู่
 

 แหล่งธรรมชาติประเภทเกาะ และแก่ง
 

1) เกาะ หมายถึง ส่วนของพื้นที่ที่มีน้ำล้อมรอบ (ตามความหมายของคณะอนุกรรมการจัดทำแผนอนุรักษ์ธรรมชาติ) ซึ่งขนาดของเกาะนี้อาจมีขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ได้ตามสภาพแวดล้อมและธรรมชาติของเกาะนั้นๆ

 

เกาะพีพีดอน-พีพีเล จ.กระบี่
จากการศึกษารวบรวมแหล่งธรรมชาติที่ควรอนุรักษ์ โดยคณะอนุกรรมการจัดทำแผนอนุรักษ์ธรรมชาติ เมื่อ พ.ศ. 2526 พบว่าแหล่งธรรมชาติประเภทเกาะทั่วประเทศมีประมาณ 555 แห่ง โดยส่วนใหญ่จะอยู่ทางภาคใต้ คือ มีถึง 409 แห่ง ทั้งนี้เนื่องจากพื้นที่ของภาคนี้ติดชายฝั่งทะเลมากกว่าภาคอื่นๆ ทั้งหมด ส่วนในภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือมีอยู่ประปราย ซึ่งจะมีลักษณะเป็นเกาะกลางแม่น้ำ
 

หมู่เกาะอ่างทอง จ. พังงา

  
 

2) แก่ง หมายถึง โขดหิน,หมู่ของโขดหิน หรือหมู่เกาะกลางลำน้ำ ที่ตั้งขวางทางน้ำอยู่ ทำให้ลำน้ำช่วงนี้ไหลแรง โดยมากพบตอนต้นๆ ของแม่น้ำ ลำธาร เช่น แก่งสะพือ จ.ราชบุรี แก่งลำน้ำว้า จ.น่าน เป็นต้น
 



แก่งสะพือ จ.ราชบุรี
ก่งสะพือ จ.ราชบุรี 
   

  จากการศึกษารวบรวมแหล่งธรรมชาติที่ควรอนุรักษ์ โดยคณะอนุกรรมการจัดทำแผนอนุรักษ์ธรรมชาติ เมื่อ พ.ศ. 2526 พบว่าแหล่งธรรมชาติประเภทแก่งทั่วประเทศมีประมาณ 46 แห่ง โดยส่วนใหญ่จะอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ มีประมาณ 23 แห่ง ส่วนในภาคกลาง ภาคใต้และภาคเหนือมีอยู่ประปราย

แหล่งธรรมชาติประเภทภูเขา

ภูเขาตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 จะหมายถึง เนินที่สูงขึ้นไป เป็นจอมเด่นหรือเป็นเขาขนาดใหญ่และสูง โดยแต่ละภาคมักจะมีชื่อเรียกกันต่างๆ กัน เช่น ภาคเหนือจะเรียกว่า 'ดอย' เช่น ดอยสุเทพ ดอยอินทนนท์ ภาคอีสานจะเรียกว่า 'ภู' เช่น ภูกระดึง ภูหลวง ส่วนทางภาคใต้จะเรียกว่า 'เขา' เช่น เขาหลวง เขานางหงส์ เป็นต้น

 

 
เขาใหญ่ จ.เลย

 แหล่งธรรมชาติประเภทภูเขานี้ อาจเป็นภูเขาลูกเดียวโดดๆ หรือมีลักษณะต่อเนื่องกันเป็นเทือกเขา และในแหล่งธรรมชาติประเภทภูเขานี้อาจมีแหล่งธรรมชาติประเภทอื่นอยู่ด้วย เช่น มีน้ำตก มีถ้ำ หรือมีโป่งพุร้อน อย่างไรก็ตาม แหล่งธรรมชาติที่เกี่ยวพันกับภูเขาย่อมมีความสัมพันธ์กับภูเขา ถ้าภูเขาถูกทำลายหรือทำให้เปลี่ยนสภาพไปก็อาจมีผลทำให้แหล่งธรรมชาติอื่นๆ นั้นถูกทำลายไปด้วย



                                                              น้ำตกเอราวัณ จ.กาญจนบุรี


จากการศึกษารวบรวมแหล่งธรรมชาติที่ควรอนุรักษ์ โดยคณะอนุกรรมการจัดทำแผนอนุรักษ์ธรรมชาติ เมื่อ พ.ศ. 2526 พบว่าแหล่งธรรมชาติประเภทภูเขาทั่วประเทศมีประมาณ 1,233 แห่ง โดยเป็นภูเขาโดดๆ 493 แห่ง เป็นน้ำตก 405 แห่ง เป็นถ้ำ 268 แห่ง และโป่งพุร้อนอีก 67 แห่ง เฉพาะภูเขาส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนแหล่งธรรมชาติประเภทน้ำตก ถ้ำ และโป่งพุร้อน ส่วนใหญ่จะพบอยู่ทางภาคเหนือ ส่วนภาคอื่นๆ มีกระจายอยู่อย่างประปราย

  
โป่งเดือดป่าแปํ จ.เชียงใหม่

 
แหล่งธรรมชาติประเภท หนอง บึง และทะเลสาบ

แหล่งธรรมชาติประเภทนี้หมายถึง แอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งอาจเป็นน้ำจืดหรือน้ำเค็มก็ได้ แหล่งธรรมชาติประเภทนี้ในแต่ละท้องที่อาจเรียกชื่อแตกต่างกัน เช่น ทางภาคเหนือเรียกว่า 'กว๊าน' เช่น กว๊านพะเยา ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกว่า'หนอง' เช่น หนองหานที่จังหวัดสกลนคร ทางภาคกลางเรียกว่า 'บึง' เช่น บึงบอระเพ็ดที่จังหวัดนครสวรรค์ และทางภาคใต้เรียกว่า 'ทะเลสาบ' เช่น ทะเลสาบสงขลา เป็นต้น นอกจากทะเลสาบธรรมชาติแล้วปัจจุบันยังมีทะเลสาบที่เกิดขึ้นโดยการกระทำของ มนุษย์เป็นจำนวนมากซึ่งได้แก่ ทะเลสาบหลังเขื่อนต่างๆ ทั้งที่อยู่ในความดูแลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต การพลังงานแห่งชาติ และกรมชลประทาน
 

 ทะเลบัวแดง จ.อุดรธานี
 
 
แหล่งธรรมชาติประเภทหนอง บึง และทะเลสาบนี้เป็นแหล่งธรรมชาติที่มีความใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุดจึงถูกรบกวนมาก คือ มีการใช้ประโยชน์ทั้งในทะเลสาบเองและบริเวณโดยรอบด้วย

แหล่งธรรมชาติประเภทนี้มีกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในทุกภาคของประเทศ จากผลการสำรวจ โดยคณะอนุกรรมการจัดทำแผนอนุรักษ์ธรรมชาติ เมื่อ พ.ศ. 2526 พบว่ามีจำนวนรวมทั้งสิ้น 186 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองลงมาได้แก่ ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคใต้มีน้อยที่สุด
 
 
  
กว๊านพะเยา จ.พะเยา

แหล่งธรรมชาติประเภท ชายหาด

แหล่งธรรมชาติประเภทชายหาด หมายถึงพื้นที่ระหว่างแนวน้ำขึ้นกับน้ำลง มีลักษณะเป็นแถบยาวไปตามริมฝั่ง เกิดขึ้นเนื่องจากการกระทำของคลื่นและกระแสน้ำในทะเล หรือทะเลสาบ หรือแม่น้ำ(ราชบัณฑิต) ขนาดพื้นที่ของชายหาดนี้จะขึ้นอยู่กับการขึ้นลงของกระแสน้ำและความลาดชันของ พื้นที่ คือถ้าความชันของพื้นที่มีน้อยและระดับของกระแสน้ำขึ้นสูงสุดและลงต่ำสุดต่างกันมาก ชายหาดนี้ก็จะมีพื้นที่มาก ในทางตรงกันข้ามถ้าตัวหาดมีความชันมากและระดับน้ำขึ้นสูงสุด และลงต่ำสุดต่างกันน้อย จะทำให้พื้นที่ของชายหาดนั้นแคบและน้อยตามกันด้วย นอกจากพื้นที่ในบริเวณที่น้ำสามารถท่วมถึง ในบางชายหาดอาจมีพื้นที่หลังชายหาดเป็นบริเวณกว้างอีกด้วย ทั้งนี้ขึ้นกับวิวัฒนาการของชายหาดนั้นๆ ซึ่งองค์ประกอบของชายหาดนี้จะประกอบด้วย หาดทราย หาดกรวด หาดโคลน ป่าชายเลน หาดดอน และหาดสันดอน

 

 

 
 

หาดทราย
หาดทรายบริเวณที่คลื่นและกระแสน้ำพัดพาวัตถุทับถม ในลักษณะทรายมาสะสมตัวกันเป็นหาด จะก่อให้เกิดเป็นหาดทรายขึ้น ซึ่งมักพบอยู่ในพื้นที่ที่มีหินเปลือกโลกเป็นหินทราย หรือหินแกรนิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหินแกรนิตสลายตัว จะให้ทรายเม็ดกลมมนมีสีขาว ทำให้เป็นหาดทรายที่สวยงาม เช่น หาดชะอำ หาดหัวหิน (จากภูมิลักษณ์ประเทศไทย) หาดทรายที่หมู่เกาะสุรินทร์

หาดกรวดคือ หาดในกรณีที่วัตถุทับถมเป็นหินควอร์ตไซต์ ซึ่งเป็นหินแปรชนิดหนึ่งปรากฏอยู่ตามบริเวณชายหาด ทำให้เรียกว่า หาดกรวด เช่น หาดกรวด เกาะหินงาม
 



 

 
 
 

 หาดโคลน และที่ราบลุ่มชายเลนในกรณีที่วัตถุทับถมของคลื่น และกระแสน้ำเป็นโคลนตะกอนละเอียด จะก่อให้เกิดเป็นหาดโคลนและที่ราบลุ่มชายเลน หาดโคลนมีลักษณะเป็นลานปริ่มน้ำ น้ำจะท่วมมิดลานนั้น และเวลาน้ำลงจะแลเห็นลานโผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมา เช่น ลานหอยหลอด ส่วนที่ราบลุ่มชายเลนนั้นก็เป็นหาดโคลนนั่นเอง แต่มักมีขนาดใหญ่และมีตะกอนสะสมมากจนโผล่พ้นระดับน้ำขึ้นมา มีพืชบางชนิดขึ้นได้ เช่น แสม เป็นต้น หากมีพืชขึ้นหนาแน่น เรียกว่าป่าชายเลน หรือป่าเลนน้ำเค็ม หาดโคลนและที่ราบลุ่มชายเลนที่พบอยู่ตามบริเวณใกล้ปากแม่น้ำสายใหญ่ๆ เป็นโคลนตะกอนที่แม่น้ำพัดพามา เช่น ที่ปากน้ำตาปี (จากภูมิลักษณ์ประเทศไทย)
 

ป่าชายเลนกลุ่มสังคมพืชที่ขึ้นอยู่ตามชายฝั่งทะเลดินเลน ซึ่งเป็นบริเวณที่มีระดับน้ำทะเลท่วมถึงในช่วงที่น้ำทะเลขึ้นสูงสุด (สนิท อักษรแก้ว, 2532) ต้นไม้ในป่าประเภทนี้มักมีรากงอกอยู่เหนือพื้นดินเพื่อค้ำยันลำต้น โดยมากเป็นไม้โกงกาง แสม และลำพู
 

  



หาดดอน เป็นหาดโคลนปากแม่น้ำมีลักษณะเป็นลานปริ่มน้ำ เวลาน้ำขึ้นจะท่วมมิดลานนั้น และเวลาน้ำลงจะแลเห็นลานโผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมา หาดดอนที่มีชื่อ คือหาดดอนหอยหลอด ปากแม่น้ำแม่กลอง จ.สมุทรสงคราม เพราะมีหอยหลอด ซึ่งเป็นหอยกาบชนิดหนึ่ง มีรูปร่างคล้ายหลอด ยาวประมาณ 10 ซม. อาศัยอยู่ในโคลน
 

  


 
หาดสันดอน หาดทรายที่เกิดจากการที่น้ำและคลื่นลมพาโคลนตม กรวด ทราย มาทับถมจนสูงขึ้นเป็นแนวกีดขวางการคมนาคมทางน้ำ นอกจากหาดที่พบตามชายฝั่งทะเลแล้ว ยังอาจพบหาดที่อยู่ตามชายฝั่งแม่น้ำต่างๆ อีกมากมาย รวมทั้งสันทรายกลางลำน้ำใหญ่ๆ จากการศึกษารวบรวมแหล่งธรรมชาติที่ควรอนุรักษ์ โดยคณะอนุกรรมการจัดทำแผนอนุรักษ์ธรรมชาติ เมื่อ พ.ศ. 2526 พบว่าแหล่งธรรมชาติประเภทชายหาด ซึ่งประกอบด้วย หาดทราย และหาดหินที่ควรอนุรักษ์ทั่วประเทศมีทั้งสิ้น 270 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้และภาคกลาง มีเพียงเล็กน้อยที่เป็นหาดทรายในแม่น้ำอยู่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
 

แหล่งธรรมชาติประเภท ธรณีสัณฐาน

แหล่งธรรมชาติประเภทธรณีสัณฐาน หมายถึง แหล่งธรรมชาติทางธรณีวิทยาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของพื้นผิวโลกจนทำให้เกิดเป็นโครงสร้างที่มีลักษณะเด่น แปลกตาและมักจะเป็นต้นกำเนิดของนิทานพื้นบ้านต่างๆ นานา ขนาดของแหล่งธรรมชาติประเภทนี้มีได้หลายขนาดต่างๆ กัน เช่น อาจเป็นเพียงก้อนหินใหญ่ก้อนเดียว เช่น หอนางอุษา ที่จังหวัดอุดรธานี หรืออาจเป็นบริเวณๆ หนึ่ง เช่น ที่แพะเมืองผี จังหวัดแพร่ หรืออาจหมายถึงภูเขาทั้งลูก เช่น เขาตาม่องล่าย หรือเขานางยม
 

  
 

เสาหินเหลี่ยม จ.ตราด
 

จากการศึกษารวบรวมแหล่งธรรมชาติที่ควรอนุรักษ์ โดยคณะอนุกรรมการจัดทำแผนอนุรักษ์ธรรมชาติ เมื่อ พ.ศ. 2526 พบว่าแหล่งธรรมชาติประเภทธรณีสัณฐานมีอยู่ 35 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคเหนือ สำหรับในภาคอื่นๆ มีอยู่ประปราย

 
หอนางอุษา จ. อุดรธานี

 
 

ปัญหาและอุปสรรค และแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ
วิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ
จากการดำเนินงาน ด้านการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่ผ่านมา สามารถสรุปประเด็นของปัญหา และอุปสรรคต่างๆ ได้ดังนี้
1.  แหล่งธรรมชาติอันควรอนุรักษ์มีอยู่กระจัดกระจายทั่วไป รวมทั้งอยู่ในความครอบครองของหน่วยงาน ต่างๆ กัน จึงทำให้  แหล่งธรรมชาติบางแห่งได้รับการดูแลเป็นอย่างดี แต่ในบางแห่งขาดผู้ดูแล นอกจากนี้การอนุรักษ์ธรรมชาติ ยังคงเป็นไปในลักษณะต่างคนต่างทำ ขาดระบบ และรูปแบบ ที่แน่นอน ซึ่งทำให้เกิด ความเสื่อมโทรม กับแหล่งธรรมชาติ ที่มีคุณค่าเป็นอันมาก

2.  การไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามแผนการจัดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ทำให้มีการเติบโต ของการพัฒนาโครงการด้านต่างๆ เป็นไปอย่างไร้ทิศทาง และขาดความเหมาะสม

3.  ผู้ดูแลรับผิดชอบพื้นที่แหล่งธรรมชาติ บางแห่งยังขาดความรู้ความเข้าใจ และขาดการบริหารจัดการที่ดี เช่น เจ้าหน้าที่ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ได้กำหนดไว้ และขาดความรู้ ความเข้าใจ รวมถึงขาดการประสานงาน ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


4.  ขาดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในท้องถิ่น เช่น ภาคเอกชน หรือประชาชน ในท้องถิ่น ไม่ยอมปฏิบัติ หรือให้ความร่วมมือกับรัฐ รวมทั้งพยายามหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายที่มีอยู่

5.  ประชาชนมีความตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังขาดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ จึงทำให้มีการเข้าไปใช้ประโยชน์ พื้นที่เป็นลักษณะอย่างไม่ยั่งยืน และทำลายคุณค่าของแหล่งธรรมชาติอันควรอนุรักษ์ โดยไม่ตั้งใจ

6.  ระบบการจัดเก็บฐานข้อมูลแหล่งธรรมชาติ ปัจจุบันยังมีความล้าสมัย เนื่องจากได้จัดทำมานานแล้ว จึงไม่สามารถเชื่อมโยงกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ใหม่ในปัจจุบัน รวมทั้งมีปัญหาของ Y2K ด้วย

7. การสำรวจติดตามตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ที่ได้จัดทำเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งธรรมชาติอันควรอนุรักษ์ทั่วประเทศ จำนวน 2,362 แห่ง ยังไม่สามารถทำได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ และขาดเครือข่ายท้องถิ่นที่จะช่วยในการติดตามตรวจสอบสภาพแหล่งธรรมชาติอัน ควรอนุรักษ์ของแต่ละท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ
 
 
 
 

 

   

 
แนวทางการแก้ไขปัญหาด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ
       ปัญหาที่เกิดผลกระทบต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่มนุษย์เป็นผู้กระทำต่อแหล่งธรรมชาติ ทั้งในทางตรงและทางอ้อม มากกว่าเกิดจากการกระทำของธรรมชาติ ดังนั้นการแก้ไขปัญหานี้ จึงต้องดำเนินการโดยมนุษย์เอง โดยจะต้อง ให้มีการจัดการ ในแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อให้แหล่งธรรมชาติ คงไว้ซึ่งคุณค่า ความสำคัญ และให้การเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่เป็นไปอย่างยั่งยืน ซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหา มีดังนี้

1.  ให้หน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันวางแผนในการดำเนินการป้องกัน สงวน รักษาและอนุรักษ์ไว้ ซึ่งคุณค่าความสำคัญ และสภาพสิ่งแวดล้อมของแหล่งธรรมชาติ อย่างจริงจัง ทั้งนี้ให้สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม จัดทำหลักเกณฑ์การพัฒนาเทคนิควิธีการประเมินคุณค่าทางด้านสุนทรียภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ และกำหนดมาตรการการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของแหล่งธรรมชาติอันควรอนุรักษ์แต่ละประเภทให้ชัดเจน รวมทั้งจัดทำแนวทางขอบเขตการศึกษาการจัดทำแผนการจัดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติเฉพาะแหล่ง ให้หน่วยงานท้องถิ่นที่รับผิดชอบแหล่งธรรมชาตินั้นๆ นำไปใช้ในการวางแผนการจัดการพื้นที่แหล่งธรรมชาติอันควรอนุรักษ์

2.  ควรนำกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติมาบังคับใช้อย่างจริงจัง หรือเร่งการออกหรือปรับปรุงแก้ไขและการบังคับใช้กฎหมาย และข้อบังคับเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรของแหล่งธรรมชาติอันควรอนุรักษ์ นอกจากนั้นหากพื้นที่แหล่งธรรมชาติที่สำคัญมีคุณค่าสูงหาได้ยากยิ่ง และมีปัญหาเร่งด่วนในการป้องกันแก้ไขปัญหา ให้สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม รีบดำเนินการจัดทำแผนการจัดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ และกำหนดการประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม

3.  เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ ต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่เข้าไปใช้ประโยชน์ให้เกิดความตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของแหล่ง ธรรมชาติอันควรอนุรักษ์ เพื่อให้มีการหลีกเลี่ยง การใช้ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมที่มีคุณค่ายิ่ง และควบคุมไม่ให้มีการดัดแปลง ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมของแหล่งธรรมชาติอันควรอนุรักษ์

4.  ควรให้มีการจัดตั้งเครือข่ายท้องถิ่น เพื่อช่วยในการติดตามตรวจสอบสภาพแหล่งธรรมชาติอันควรอนุรักษ์ และเสนอแนะ แหล่งธรรมชาติอันควรอนุรักษ์เพิ่มเติม รวมทั้งสำนักงานฯ ควรปรับปรุงระบบฐานข้อมูลแหล่งธรรมชาติอันควรอนุรักษ์ให้ครบถ้วนสมบูรณ์และทันสมัย มีความสามารถติดต่อประสานงานกับเครือข่ายท้องถิ่นที่จัดตั้งขึ้น

แหล่งที่มา
http://www.onep.go.th/ncecd/?name=onep_1&file=readnews&id=2
http://www.school.net.th/library/snet6/envi2/subwater/sub.htm











 

 
 

 
 

 
 

 แก่งสะพือ จ.ราชบุรี  

ความคิดเห็นของผู้เข้าชม
ชื่อผู้แสดงความคิดเห็น :
สถานะ : รหัสผ่าน :
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง :
รหัสความปลอดภัย :